เปิดโลกดาวเคราะห์วิชา CFO (Carbon Footprint Organization) 101 สำหรับผู้เริ่มต้น: คู่มือคาร์บอนฟุตปริ้นท์องค์กรฉบับที่เข้าใจง่ายที่สุด

สวัสดีค่ะ มนุษย์ตัวจิ๋วบนดาวเคราะห์ดวงนี้ทุกคน
ผู้เขียนลองนึกภาพโลกใบนี้เป็นห้องเรียนดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ที่ทุกบริษัทถูกลงทะเบียนเป็นนักเรียนโดยอัตโนมัติไม่ว่าจะสมัครใจหรือไม่ วิชาที่กำลังจะกลายเป็นวิชาบังคับของทุกองค์กรในไทยคือวิชาที่ชื่อว่า Carbon Footprint for Organization หรือที่ทุกคนเรียกย่อ ๆ ว่า CFO และเช่นเดียวกับวิชาบังคับทุกวิชา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าต้องเรียนหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าจะเริ่มเปิดตำราหน้าแรกตรงไหนดี
บทความนี้ตั้งใจเขียนให้เป็นคาบปฐมนิเทศของวิชานี้จริง ๆ ไม่สมมติว่าผู้อ่านรู้จักคำว่า Scope 1 Scope 2 Scope 3 มาก่อน ไม่สมมติว่าคุณเคยได้ยินคำว่า Emission Factor หรือ GWP มาก่อนเช่นกัน เราจะพาไล่ตั้งแต่นิยามพื้นฐานที่สุด ไปจนถึงขั้นตอนการประเมินจริงตามแนวทางที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ใช้สอนในการอบรมผู้ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร เพื่อให้อ่านจบครั้งเดียวแล้วเข้าใจภาพรวมทั้งระบบ พร้อมไปต่อยอดเรื่องตัวเลขการเงินและมาตรฐานสากลในบทความอื่นๆของผู้เขียนต่อได้ทันที
ก่อนเข้าเรียน: ทำไมโลกดาวเคราะห์ใบนี้ถึงต้องมีวิชา CFO
ก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ปล่อยออกมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง การผลิตไฟฟ้า และกิจกรรมอุตสาหกรรม คือสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก เมื่อรัฐบาลทั่วโลกทยอยประกาศเป้าหมาย Net Zero และออกกฎเกณฑ์บังคับให้ภาคธุรกิจเปิดเผยตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตัวเอง คำถามแรกที่ทุกองค์กรต้องตอบให้ได้คือ "ตอนนี้องค์กรของเราปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไร" คำตอบของคำถามนี้คือสิ่งที่วิชา CFO สอนให้ทำ นั่นคือการวัด รวบรวม และคำนวณปริมาณการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่เกิดจากกิจกรรมขององค์กร ให้ออกมาเป็นตัวเลขเดียวที่ทุกฝ่ายเชื่อถือได้
ปฐมนิเทศ: CFO คืออะไรกันแน่
ตามแนวทางของ TGO, Carbon Footprint for Organization คือปริมาณการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมการดำเนินงานทั้งหมดขององค์กร แสดงผลออกมาเป็นตัน (หรือกิโลกรัม) คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เรียกย่อว่า kgCO₂e ซึ่งเป็นหน่วยกลางที่ใช้แปลงก๊าซเรือนกระจกหลายชนิดให้เปรียบเทียบกันได้ในมาตรวัดเดียว
ข้อสังเกตสำคัญคือ CFO วัดที่ "องค์กร" ทั้งหมด ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ชิ้นใดชิ้นหนึ่ง ถ้าองค์กรอยากรู้ว่าสินค้าหนึ่งชิ้นปล่อยคาร์บอนเท่าไร นั่นเป็นอีกวิชาหนึ่งที่เรียกว่า Carbon Footprint of Product หรือ CFP ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันแม้จะใช้หลักการคำนวณคล้ายกันก็ตาม
หลักการพื้นฐานห้าข้อที่เป็นแกนของวิชานี้
ก่อนเข้าห้องเรียนจริง มีกฎ 5 ข้อที่ต้องท่องให้ขึ้นใจก่อน เพราะทุกขั้นตอนที่ตามมาล้วนอ้างอิงกลับมาที่หลักการนี้เสมอ
- ความตรงประเด็น (Relevance) คือการเลือกแหล่งปล่อย ข้อมูล และวิธีการที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่จะใช้รายงานจริง
- ความสมบูรณ์ (Completeness) คือการรวมแหล่งปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ตกหล่น
- ความไม่ขัดแย้งกัน (Consistency) คือข้อมูลต้องเปรียบเทียบข้ามปีหรือข้ามหน่วยงานได้โดยไม่ขัดกันเอง
- ความถูกต้อง (Accuracy) คือการลดอคติและความไม่แน่นอนให้มากที่สุดเท่าที่ปฏิบัติได้
- ความโปร่งใส (Transparency) คือการเปิดเผยข้อมูลอย่างเพียงพอให้คนอื่นนำไปตัดสินใจต่อได้
- หลักการทั้ง 5 นี้ไม่ได้เป็นแค่สโลแกน แต่เป็นเกณฑ์ที่ผู้ทวนสอบใช้ตรวจสอบงานในขั้นตอนสุดท้ายจริง ๆ
ห้องเรียนที่ 1: รู้จัก 3 scope ให้แม่นก่อนเริ่มนับ
การประเมิน CFO แบ่งแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกเป็น 3 ขอบเขตหรือ 3 Scope ตามหลักสากล เข้าใจให้แม่นตรงนี้เพราะทุกอย่างที่เหลือจะต่อยอดจากการแบ่งกลุ่มนี้
Scope 1: ปล่อยจากพื้นที่หรือแหล่งกำเนิดที่องค์กรควบคุม/เป็นเจ้าของ
คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งที่องค์กรเป็นเจ้าของหรือควบคุมโดยตรง เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงในหม้อไอน้ำของโรงงาน น้ำมันดีเซลที่ใช้ในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง หรือก๊าซที่รั่วไหลจากระบบทำความเย็นขององค์กรเอง พูดง่าย ๆ คือถ้าปล่องควันอยู่ในรั้วโรงงานของผู้อ่าน นับเป็น Scope 1
Scope 2: ปล่อยทางอ้อมจากพลังงานที่ซื้อมาใช้
คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการผลิตไฟฟ้า ความร้อน หรือไอน้ำที่องค์กรซื้อมาใช้ ตัวโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟให้ผู้อ่านนั้นอาจปล่อยควันอยู่คนละจังหวัด แต่เพราะคุณเป็นคนซื้อไฟมาใช้ ปริมาณคาร์บอนที่เกิดจากการผลิตไฟฟ้าส่วนนั้นจึงถูกนับเป็นความรับผิดชอบของผู้อ่านด้วยใน Scope 2
Scope 3: ปล่อยทางอ้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่า แบ่งเป็น 15 หมวด
นี่คือ Scope ที่ใหญ่ที่สุดและซับซ้อนที่สุด ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่คุณค่าขององค์กร ทั้งฝั่งต้นน้ำและปลายน้ำ แบ่งย่อยเป็น 15 หมวด ได้แก่
- Category 1 : Purchased Goods and Services การผลิตสินค้าและบริการที่องค์กรซื้อเข้ามาใช้
- Category 2 : Capital Goods การผลิตสินค้าทุน
- Category 3 : Fuel- and Energy - Related Activities กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงและพลังงาน (การได้มาของเชื้อเพลิงและพลังงาน)
- Category 4 : Upstream Transportation and Distribution การขนส่งและการจัดจำหน่ายสินค้าหรือวัตถุดิบต้นน้ำตั้งแต่ site ของ supplier จนมาถึง site ของ องค์กร
- Category 5 : Waste Generated in Operation การจัดการของเสียที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมขององค์กร
- Category 6 : Business Travel การเดินทางของพนักงานเพื่อธุรกิจ เช่น ประชุม สัมมนา เดินทางไปพบลูกค้า
- Category 7 : Upstream Leased Asset การเดินทางไป-กลับของพนักงานจากบ้านถึงออฟฟิศ
- Category 8 : Upstream Leased Asset สินทรัพย์หรือยานพาหนะที่องค์กรเช่า
- Category 9 : Downstream Transportation and Distribution การขนส่งและการจัดจำหน่ายสินค้าออกจากองค์กรไปยังผู้ใช้ปลายทาง
- Category 10 : Processing of Sold Product การแปรรูปสินค้าที่องค์กรจำหน่าย
- Category 11 : Use of Sold Product การใช้งานผลิตภัณฑ์ของลูกค้าที่ซื้อสินค้าขององค์กร
- Category 12 : Processing of Sold Product การจัดการของเสียหลังการใช้งานหรือหมดอายุของผลิตภัณฑ์ที่องค์กรจำหน่ายให้แก่ลุกค้า
- Category 13 : Downstream Leased Asset การปล่อยเช่าสินทรัพย์หรือยานพาหนะที่องค์กรเป็นเจ้าของ
- Category 14 : Franchises กิจกรรมของแฟรนไชส์ที่องค์กรเป็นเจ้าของ
- Category 15 : Investment การลงทุนในกิจการหรือโครงการต่างๆขององค์กร
ข่าวดีสำหรับผู้เริ่มต้นคือ ไม่มีใครบังคับให้นับครบทั้ง 15 หมวดตั้งแต่วันแรก แนวทาง TGO ให้องค์กรคัดเลือกหมวดที่มีนัยสำคัญผ่านเกณฑ์ให้คะแนน 7 ด้าน คือ
- ขนาดของการปล่อย
- ระดับที่องค์กรมีศักยภาพลดได้
- โอกาสทางธุรกิจ
- ความเสี่ยง
- ความสำคัญตามคู่มือเฉพาะอุตสาหกรรม
- การจ้างงานภายนอก และ
- การมีส่วนร่วมของพนักงาน
แต่ละด้านให้คะแนน 1 ถึง 5 แล้วเลือกหมวดที่คะแนนรวมสูงมาทำก่อน และที่สำคัญคือปัจจุบันบางหมวด เช่น สินค้าประเภททุน สินทรัพย์ที่เช่า การแปรรูปและการใช้งานผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย แฟรนไชส์ และเงินลงทุน ยังคำนวณไม่ได้จริงในทางปฏิบัติเพราะยังไม่มีค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยรองรับ ผู้เริ่มต้นจึงไม่ต้องกังวลว่าต้องทำให้ครบสมบูรณ์แบบตั้งแต่ปีแรก
ห้องเรียนที่ 2: สูตรคำนวณและวัตถุดิบที่ต้องเตรียม
ไม่ว่าจะซับซ้อนแค่ไหน ตัวเลขทุกบรรทัดในรายงาน CFO คำนวณจากสูตรเดียวกันหมด คือปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เท่ากับ ข้อมูลกิจกรรม (Activity Data) คูณด้วยค่าสัมประสิทธิ์การปล่อย (Emission Factor หรือ EF) คูณด้วยค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (GWP) เพื่อแปลงก๊าซเรือนกระจกแต่ละชนิดให้อยู่ในหน่วยเดียวกัน
ข้อมูลกิจกรรม คือตัวเลขเชิงปริมาณที่วัดได้จริงจากหน้างาน เช่น ปริมาณน้ำมันดีเซลที่เติมเป็นลิตร หน่วยไฟฟ้าที่ใช้เป็นกิโลวัตต์-ชั่วโมง หรือปริมาณก๊าซที่รั่วไหลเป็นกิโลกรัม แบ่งเป็นข้อมูลปฐมภูมิที่เก็บจริงจากกระบวนการดำเนินงานและจุดที่เป็น "Hot Spot" กับข้อมูลทุติยภูมิที่ใช้ทดแทนเมื่อเก็บข้อมูลจริงไม่ได้
ส่วนค่า EF คือค่าคงที่ที่บอกว่ากิจกรรมนั้นปล่อยคาร์บอนเท่าไรต่อหน่วย เช่น กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อลิตรน้ำมัน ซึ่งควรใช้ฐานข้อมูล EF ของ TGO เป็นหลัก และถ้าจำเป็นต้องใช้ค่าจากต่างประเทศ ต้องเลือกค่าที่ใกล้เคียงกับบริบทการดำเนินงานในประเทศไทยมากที่สุดพร้อมระบุที่มาให้ชัดเจน ก๊าซเรือนกระจกที่ต้องพิจารณาตามแนวทาง TGO ครอบคลุม CO₂ CH₄ N₂O HFCs PFCs SF₆ NF₃ และก๊าซเพิ่มเติมอย่าง HCFC-22 โดยค่า GWP ที่ใช้อ้างอิงคือจากรายงาน IPCC Fifth Assessment Report หรือ AR5
ห้องเรียนที่ 3: กำหนดขอบเขตองค์กร บทเรียนที่คนสายบัญชีจะรู้สึกคุ้นเคย
ก่อนนับตัวเลข ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า "องค์กร" ที่กำลังจะวัดคาร์บอนนั้นครอบคลุมส่วนไหนบ้าง โดยเฉพาะองค์กรที่มีบริษัทย่อยหรือร่วมทุนหลายแห่ง แนวทาง TGO ให้เลือกได้สองวิธีคือ แบบปันส่วนตามกรรมสิทธิ์ (Equity Share) หรือแบบควบคุม (Control Approach) ซึ่งแบบควบคุมยังแยกเป็นควบคุมการดำเนินงาน (Operational Control) กับควบคุมทางการเงิน (Financial Control) อีกที
ลองดูตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติองค์กรถือหุ้นบริษัท A 100% และมีอำนาจควบคุมทั้งด้านการดำเนินงานและการเงิน ถือหุ้นบริษัท B 70% มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานแต่ไม่มีอำนาจควบคุมทางการเงิน และถือหุ้นบริษัท C เพียง 20% ไม่มีอำนาจควบคุมทั้งสองด้าน ผลลัพธ์ของขอบเขตจะต่างกันไปตามวิธีที่เลือก ถ้าใช้เกณฑ์การถือกรรมสิทธิ์ต้องนับทั้ง A บวก B บวก C ถ้าใช้เกณฑ์ควบคุมการดำเนินงานนับแค่ A บวก B และถ้าใช้เกณฑ์ควบคุมทางการเงินนับเฉพาะ A เท่านั้น องค์กรที่เคยทำงบการเงินรวมมาก่อนน่าจะคุ้นกับตรรกะนี้ทันที เพราะเป็นวิธีคิดแบบเดียวกับที่ใช้ตัดสินใจว่าจะรวมบริษัทย่อยเข้างบการเงินรวมอย่างไร
ห้องเรียนที่ 4: ปีฐาน การจัดทำรายงาน และการทวนสอบ
หลังกำหนดขอบเขตและคำนวณตัวเลขเสร็จแล้ว ต้องกำหนด "ปีฐาน" หรือ Base-year เพื่อใช้อ้างอิงเปรียบเทียบผลการลดก๊าซเรือนกระจกในปีถัดไป โดยทั่วไปใช้ปีแรกที่จัดทำบัญชีคาร์บอนฟุตพริ้นท์และผ่านการทวนสอบเป็นปีฐาน แล้วนำผลลัพธ์ทั้งหมดมาเขียนเป็นรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร หรือ GHG Report ซึ่งต้องมีข้อมูลทั่วไปขององค์กร ขอบเขตขององค์กรพร้อมโครงสร้างและแผนผังกระบวนการผลิต วิธีการที่ใช้กำหนดขอบเขต หน่วยงานหรือพื้นที่ที่ครอบคลุมในรายงาน และเอกสารยืนยันขอบเขต เช่น ใบอนุญาตประกอบกิจการ
ขั้นตอนสุดท้ายคือการทวนสอบ (Verification) ซึ่งมี 5 ขั้นตอน คือ
- ยืนยันขอบเขตการทวนสอบ
- นำเสนอข้อมูลพื้นฐานและภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- ลงพื้นที่สำรวจแหล่งปล่อยจริงหรือ Site Visit
- ตรวจสอบเอกสารหลักฐานและความสอดคล้องกับรายงาน
- สรุปผลเป็นถ้อยแถลงการณ์ทวนสอบ
โดยระดับการรับรองแบ่งเป็นแบบสมเหตุสมผล (Reasonable) ที่ตรวจละเอียดกว่า กับแบบจำกัด (Limited) ที่ตรวจเบากว่า ปัจจุบันมีหน่วยงานทวนสอบที่ได้รับการรับรองจาก TGO รวม 21 หน่วยงานให้เลือกใช้บริการ เมื่อผ่านการทวนสอบแล้ว จึงนำผลไปยื่นขึ้นทะเบียนกับ TGO ผ่านระบบ Thai Carbon Label ได้อย่างเป็นทางการ
ห้องเรียนที่ 5: เรียนจบแล้วเอาไปทำอะไรต่อ
พอมีตัวเลข CFO ที่ผ่านการทวนสอบแล้ว องค์กรสามารถนำไปใช้เปรียบเทียบผลย้อนหลัง วางแผนกิจกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจของไทยอย่าง T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) ที่ TGO เป็นผู้ขึ้นทะเบียนและรับรอง รวมถึงกลไกอื่นอย่าง CDM, JCM และ LESS นอกจากนี้คนที่จะทำงานสายนี้อย่างจริงจังยังสามารถสอบเป็น "ผู้ประเมิน" คาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ได้รับการรับรองจาก TGO ได้เช่นกัน เกณฑ์ผ่านอยู่ที่ร้อยละ 70 ครอบคลุมความรู้พื้นฐานก๊าซเรือนกระจก การระบุแหล่งปล่อยและการเลือกใช้ EF การคำนวณ และการจัดทำรายงาน
สำหรับใครที่อยากเข้าใจต่อว่าตัวเลขคาร์บอนที่เรียนจบไปแล้วนี้เชื่อมกับตัวเลขการเงินขององค์กรอย่างไร แนะนำให้อ่านต่อในบทความ "วิชา CFO 201" ที่อธิบายว่าภาษีคาร์บอนไทย EU CBAM และตลาดคาร์บอนเครดิตกำลังแปลงตัวเลข CFO ให้กลายเป็นต้นทุนจริงในงบการเงินอย่างไร
เมื่อทฤษฎีต้องเจอกับหน้างานจริง: ช่องว่างที่มักเกิดขึ้นหลังเรียนจบคาบแรก
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจรู้สึกว่าเข้าใจภาพรวมทั้งหมดแล้ว แต่ทีมของเราที่คลุกคลีกับองค์กรไทยหลายแห่งในช่วงที่เริ่มทำ CFO เห็นแพทเทิร์นเดิมซ้ำ ๆ อยู่เสมอ คือความรู้ในตำราไปกับความจริงในหน้างานเป็นคนละเรื่องกัน พอเริ่มลงมือทำจริงด้วย Spreadsheet มักเจอปัญหาคล้ายกัน เช่น ค่า Emission Factor ที่ TGO อัปเดตแล้วไม่มีใครในทีมรู้ว่าเวอร์ชันไหนถูกใช้อยู่ กิจกรรมบางรายการถูกกรอกซ้ำโดยไม่รู้ตัวจนตัวเลขรวมเพี้ยน หรือพอจะหาว่า Scope 3 หมวดไหนคือ Hotspot จริง ๆ ก็ต้องมานั่งไล่สูตรในไฟล์ Excel หลายสิบแท็บ
นี่คือช่องว่างที่ทำให้ทีม PALO IT ประเทศไทยพัฒนา ESGVTrace ขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อแทนที่ความเข้าใจพื้นฐานที่เพิ่งเรียนจบไปในบทความนี้ แต่เพื่อเป็นระบบที่ช่วยให้ 5 หลักการ 3 Scope และขั้นตอนทั้งหมดที่อธิบายไปข้างต้น ทำงานได้จริงอย่างแม่นยำและเป็นระบบในทางปฏิบัติ โดยไม่ต้องพึ่งความจำหรือความชำนาญเฉพาะบุคคลของใครคนใดคนหนึ่งในทีม
สิ่งที่ ESGVTrace ช่วยได้จริงในแต่ละขั้นตอนที่เพิ่งเรียนไปคือ มีเทมเพลตกรอกข้อมูลกิจกรรมที่ออกแบบตามขอบเขต Scope 1 2 และ 3 ให้พร้อมใช้ ระบบช่วยจับคู่ค่า Emission Factor ให้อัตโนมัติพร้อมตรวจสอบความผิดปกติของข้อมูล เช่น รายการซ้ำหรือชื่อกิจกรรมที่ไม่ตรงกับฐานข้อมูล EF ก่อนจะปล่อยให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนไปถึงขั้นคำนวณ มีแดชบอร์ดที่แจกแจงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกิจกรรม แหล่งกำเนิด หน่วยงาน และหมวดหมู่ Scope 3 เพื่อช่วยหา Hotspot ได้ตรงจุดโดยไม่ต้องไล่สูตรเอง และสร้างรายงานสรุปที่พร้อมใช้นำเสนอผู้บริหารหรือส่งให้หน่วยงานทวนสอบได้ทันที
ชื่อ ESGVTrace เป็นพัฒนาการต่อยอดจากโมดูลที่ทีมเราเคยเรียกว่า Impact Tracker ซึ่งถูกนำไปใช้งานจริงกับองค์กรไทยมาระยะหนึ่งแล้ว เราไม่ได้อยากให้บทความนี้เป็นโฆษณา แค่อยากให้ผู้อ่านรู้ว่าถ้าวันหนึ่งเดินมาถึงจุดที่ต้องลงมือทำจริงและรู้สึกว่าระบบ Spreadsheet เริ่มไปต่อไม่ไหว มีทีมที่เข้าใจทั้งแนวทาง TGO และหน้างานจริงขององค์กรไทยพร้อมคุยด้วยอยู่ ไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนไหนของการเริ่มต้นก็ตาม
คำถามที่พบบ่อยของผู้เริ่มต้น
- CFO กับ CFP ต่างกันอย่างไร CFO วัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทั้งองค์กร ส่วน Carbon Footprint of Product หรือ CFP วัดเฉพาะผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้น ใช้หลักการคำนวณคล้ายกันแต่ขอบเขตต่างกันโดยสิ้นเชิง
- ต้องนับให้ครบทั้ง 3 Scope ตั้งแต่ปีแรกไหม Scope 1 และ Scope 2 ควรทำให้ครบและแม่นยำตั้งแต่ต้น ส่วน Scope 3 ให้คัดเลือกเฉพาะหมวดที่มีนัยสำคัญตามเกณฑ์ให้คะแนนก่อน ไม่จำเป็นต้องครบ 15 หมวดตั้งแต่ปีแรก
- ใครทำ CFO ให้องค์กรได้บ้าง ทำได้ทั้งทีมภายในที่มีความรู้ตามแนวทาง TGO หรือจ้างที่ปรึกษาภายนอก แต่ขั้นตอนทวนสอบสุดท้ายต้องผ่านหน่วยงานที่ TGO รับรองเท่านั้น จึงจะขึ้นทะเบียนได้อย่างเป็นทางการ
- ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะขึ้นทะเบียนได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของข้อมูลกิจกรรมและความซับซ้อนขององค์กร แต่โดยทั่วไปตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลจนถึงผ่านการทวนสอบและขึ้นทะเบียนมักใช้เวลาหลายเดือน จึงควรเริ่มวางระบบเก็บข้อมูลตั้งแต่เนิ่น ๆ
สรุป: ปิดคาบเรียนแรกของวิชา CFO
Quote ที่ผู้เขียนไ้ด้อ่านเจอแล้วชอบมากๆ จากวาทกรรม ของ Lord Kelvin และรู้สึกว่าเข้ากับธีม “จุดเริ่มต้นของความรู้ในบทความนี้” ของผู้เริ่มต้นพอดี
When you can measure what you are speaking about, and express it in numbers, you know something about it; but when you cannot measure it, when you cannot express it in numbers, your knowledge is of a meagre and unsatisfactory kind: it may be the beginning of knowledge, but you have scarcely, in your thoughts, advanced to the stage of science."
จากปาฐกถา Electrical Units of Measurement, Institution of Civil Engineers, ค.ศ. 1883
"เมื่อไรที่คุณวัดสิ่งที่กำลังพูดถึงได้ และแปลงมันออกมาเป็นตัวเลขได้ นั่นแหละคือตอนที่คุณเริ่มรู้จักมันจริง ๆ แต่ตราบใดที่ยังวัดไม่ได้ ยังใส่ตัวเลขให้มันไม่ได้ ความรู้ที่คุณมีก็ยังบางเบาและไม่น่าพอใจนัก มันอาจเป็นแค่จุดเริ่มต้นของความรู้เท่านั้น แต่ในความคิดของคุณยังไปไม่ถึงขั้นที่เรียกว่า 'วิทยาศาสตร์' ได้เลย"
ประโยคนี้แม้ว่าจะพูดถึงเรื่องไฟฟ้าเมื่อกว่าร้อยสี่สิบปีก่อน แต่ใช้อธิบายวิชา CFO ได้ตรงเป๊ะ องค์กรที่ยังไม่เคยวัดตัวเลขคาร์บอนของตัวเอง ต่อให้ตั้งใจดีแค่ไหนก็ยังไม่รู้จริงว่ากำลังยืนอยู่ตรงไหน และการเรียนวิชานี้ให้จบคาบแรกคือ "จุดเริ่มต้นของความรู้" นั่นเอง
วิชา CFO ไม่ได้ยากอย่างที่คิดเมื่อเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด เริ่มจากรู้จักนิยามและ 5 หลักการ แบ่งแหล่งปล่อยเป็น 3 Scope คำนวณด้วยสูตรข้อมูลกิจกรรมคูณค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยคูณ GWP กำหนดขอบเขตองค์กรให้สอดคล้องกับงบการเงิน กำหนดปีฐาน จัดทำรายงาน แล้วจบด้วยการทวนสอบและขึ้นทะเบียน เมื่อเข้าใจภาพรวมทั้งหมดนี้แล้ว ก้าวต่อไปคือการมองว่าตัวเลขที่ได้จะกลายเป็นเครื่องมือทางธุรกิจได้อย่างไร ทั้งในแง่ต้นทุนการเงินและการรายงานตามมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นเนื้อหาที่รอให้ผู้อ่านได้อ่านต่อต่อในบทความถัดไปของพาโล ไอที ประเทศไทย
ขอบคุณผู้อ่านทุกคนมากๆที่เข้ามาอ่าน เปิดโลกดาวเคราะห์วิชา CFO (Carbon Footprint Organization) 101 สำหรับผู้เริ่มต้น ด้วยกันนะคะ
บทเรียนถัดไป แนะนำตัวสั้นๆ พบปะกับเพื่อนๆในคอร์สได้เลยนะคะ
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร, องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
- [Thai Carbon Label — TGO] (https://thaicarbonlabel.tgo.or.th/)